การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย

 

>> ดูข้อตกลงทางกฎหมายทั้งหมด

>> ดูการปรับปรุงแก้ไขนโยบายในอดีต

การปรับปรุงแก้ไขนโยบาย

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลงทางกฎหมายของ PayPal

วันมีผลบังคับใช้: 29 มิถุนายน 2560

 

PayPal กำลังจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงทางกฎหมายบางประการโดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2560 เราได้จัดทำการปรับปรุงแก้ไขนโยบายนี้เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การใช้บริการของเราต่อจากวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เท่ากับว่าคุณยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถ้าคุณตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้างต้น คุณสามารถแจ้งให้เราทราบได้ก่อนวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เพื่อปิดบัญชีของคุณ

 

มีการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในสัญญาสำหรับผู้ใช้บริการ รวมถึงนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อและนโยบายคุ้มครองผู้ขาย:

การเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อ

  1. รายการใหม่ในรายการของสินค้าที่ไม่ถือว่า 'แตกต่างจากที่ระบุไว้อย่างชัดเจน"ในข้อ 7.1 ดังนี้:

 

สินค้าระบุสภาพว่าเป็นของใช้แล้วและคุณรับสินค้าด้วยตนเองหลังจากตรวจสอบสินค้าแล้ว

 

  1. ใน 7.3 สินค้าที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง เราได้เพิ่ม "การทำรายการชำระเงินที่ผู้ชำระเงินเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการทำรายการ PayPal" เป็นสินค้าที่อาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อของ PayPal

 

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองผู้ขาย

รายการใหม่ในรายการของสินค้าที่ไม่รับการคุ้มครองภายใต้การคุ้มครองผู้ขายในข้อ 9.3 ให้แยกสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองที่ชำระเงินสำหรับการชำระเงินบางส่วนและ/หรือแบ่งชำระเงิน

 

การเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ 11.3

เราได้เพิ่มข้อย่อยในส่วน 11.3 และใช้หมายเลขข้อ 11.3(ค)

 

เราอาจพักเงิน นำเข้า หรือหรือโอนเงินในบัญชีของคุณตามดุลยพินิจและคำสั่งที่ท ส่งผลกระทบต่อคุณหรือบัญชีของคุณ ซึ่งรวมถึงดุลยพินาจและคำสั่ง ของศาล ในสิงคโปร์หรือที่อื่นๆ และสั่งถึง PayPal หรือบริษัทในเครือ ;

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว

ในหัวข้อย่อย 'เราเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลที่สามอื่นๆ อย่างไร' หัวข้อที่ 6 จะมีระบุว่า

 

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานควบคุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลภายนอกอื่นๆ (ในสิงคโปร์หรือที่อื่นๆ) ตามหมายเรียก คำสั่งศาล หรือกระบวนการหรือข้อกำหนดทางกฎหมายอื่นๆ ภายใต้กฎหมายหรือข้อบังคับของสิงคโปร์ หรือกฎหมายและข้อบังคับของที่อื่นๆ ที่ใช้บังคับกับ PayPal หรือบริษัทในเครือของ PayPal ในกรณีที่เราต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายหรือกฎของบัตรเครดิต หรือในกรณีที่เราเชื่อโดยดุลยพินิจของเราแต่เพียงผู้เดียวว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายหรือการสูญเสียทางการเงิน เพื่อรายงานถึงกิจกรรมที่ต้องสงสัยว่าผิดกฎหมาย หรือเพื่อสอบสวนการละเมิดสัญญาสำหรับผู้ใช้บริการของเรา